หลังจากเปิดตัวตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 สร้างกระแสฮือฮาด้วยความหล่อภายนอกและออฟชั่นล้ำเหลือทั้งที่มีแต่รถโชว์ ไม่มีรถให้ลองขับจริงซักที เพิ่งจะมีรถขับจริงวิ่งได้ให้สื่อมวลชนทดสอบเดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมานี่เอง

ผมนี่ก็คันครับ เดือนก่อนไปลอง Toyota Fortuner มารู้สึกว่าการรอคอยให้มันเปลี่ยนรุ่นมา 10 ปีก็คุ้มอยู่ แต่ยังไม่พีคเท่าไหร่ ไม่ถึงกับตื่นเต้นจนต้องถอยมาใช้เองเหมือนตอนรุ่นแรกเปิดตัวในปี 2005 ถ้าจะไม่ลองคู่แข่งที่กลับมาดู top form อย่าง Ford Everest เทียบกันก็รู้สึกอะไรขาดหายไปบางอย่างในชีวิต วันนี้เลยต้องหักหัวเข้าโชว์รูม Ford ราชพฤกษ์ เพื่อเติมเต็มอารมณ์…

IMG_20150919_153727

ลองแล้วก็อยากนำประสบการณ์มาแชร์กัน เผื่อใครกำลังมองๆอยู่จะได้ตัดสินใจง่ายขึ้น

ภายนอก

ขอนิยามว่า “มันใหญ่มาก” ออกแบบรถใหญ่โดยไม่พยายามทำให้มันดูโฉบเฉี่ยวหรือหลอกตาว่ารถเล็กกว่าความเป็นจริง มันดูเบ้อเริ่มในกระจกมองหลังของรถคันข้างหน้าจนต้องหลบให้ เหมาะกับคนชอบรถที่ดูอเมริกันกร่างๆเต็มเลน ขับแล้วรู้สึกตัวใหญ่ ล้ออัลลอยขนาด 18″ เท่าของ Fortuner และ Pajero Sport เพราะฉะนั้นใครที่ซื้อ Everest รุ่น 2.2 Titanium และ 3.2 Titanium คงไม่ต้องห่วงเรื่องค่ายางแพงเท่าไหร่แล้ว เพราะมีรถร่วมชะตากรรมเยอะ ราคายางจากผู้ผลิตน่าจะต่ำลงในไม่ช้า แต่ถ้าเป็นรุ่น 3.2 Titanium+ ที่ขาดตลาดอย่างหนัก ณ ขณะนี้ คงต้องรอเล็งหน่อยว่ายาง 20″ จะราคาต่ำลงหรือไม่…ซึ่งผมว่าน่าจะยัง

IMG_20150919_153735

สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคืออุปกรณ์ป้องกันใต้ซุ้มล้อ ใน Fortuner คุณจะเจอสีตัวถังแบบจังๆ ดูขาดการปกป้องตัวถัง ในขณะที่ Everest ยังให้ทุกอย่างมาเต็ม ทั้งสีเคลือบพิเศษและแผ่นกันกระแทกใต้ซุ้มล้อ ยิ่งเปิดฝากระโปรงดูจะยิ่งเห็นว่าการเก็บงานในห้องเครื่องของ Everest ดีกว่าชัดเจน จนทำให้ผมอดกังขาไม่ได้ว่า รอบนี้ Toyota ลดต้นทุนสิ่งที่เรามองไม่เห็นออกไปมาแค่ไหน? เพราะจุดพวกนี้คือสิ่งที่คนที่ไม่เคยอยู่โรงงานรถหรือเป็นช่างคงปล่อยผ่านไป

ภายใน

ภายในของ Everest ดูและสัมผัสหรูหราน้อยกว่า Fortuner ในสายตาผม จากการมีพื้นที่ส่วนหุ้มนุ่มและฉีดโฟมที่ให้สัมผัสนุ่มบนผิวน้อยกว่า Fortuner หลักๆที่เห็นชัดคือคอนโซลวิทยุและเกียร์ กับด้านบนประตูที่ Fortuner มีแต่ Everest ไม่มี ยิ่งรุ่น 2.2 Titanium ยิ่งไม่มีหุ้มหนังบนแผงหน้าปัดด้านบน พลาสติกสีเทาที่พยายามทำสีคล้ายสีเงินดูคล้ายของ Fortuner รุ่นเก่ายิ่งลดความ”ดูแพง”ของ Everest ลงไป ถ้าใครชอบสัมผัสหรู Fortuner น่าจะโดนจริตกว่า แต่ในแง่การออกแบบผมว่าเส้นสายของ Everest ตรงไปตรงมา เรียบแต่ดูดีกว่าเส้นโค้งหลายเส้นยุ่งๆแบบ Fortuner หน้าตาวิทยุระบบ Ford Sync ยังเป็นรุ่น 2 ที่ดูงงๆ ช้า และยังใช้ยากอยู่ ถ้ารีบใช้รถต้องทำใจ แต่ถ้าไม่รีบและรับราคาที่จะขึ้นอีกเป็นแสนจากภาษีสรรพสามิตอัตราใหม่ในปีหน้าได้ รอซื้อตอนปรับเป็น Ford Sync 3 แล้วจะดีกับชีวิตมากกว่าในระยะยาว

เบาะนั่งทำมาดีนั่งสบายทั้งสามแถว แค่แถวสามจะไม่ดีเท่า Fortuner แต่ก็ไม่ได้แย่อะไรเลย ทัศนวิสัยดูดีกว่า Fortuner จากการออกแบบแผงควบคุมด้านหน้าที่ไม่ตั้งชันเท่า ช่องแอร์ของเบาะแถวสองและสามอยู่บนเพดานทั่วถึงทุกตำแหน่ง รวมๆแล้วดี ลงตัว แต่ไม่ดูหรูหราเท่า Fortuner เท่านั้น

แต่มีจุดนึงต้องระวังคือสีเบาะหนังที่เป็นสีครีม ต่างจาก Fortuner ที่เป็นสีดำหรือสีชามัวร์ เบาะของรถทดสอบดูดสีกางเกงยีนส์น้ำเงินมาชัดแล้วในเวลาไม่ถึงเดือน แนะนำให้พ่นเคลือบเบาในทันทีที่ถอยมา และหมั่นพ่นซ้ำทุกๆสามเดือน

การขับขี่

เมื่อล้อหมุน จุดเด่นของ Ford Everest จะฉายเจิดจ้าออกมาทันใด ด้วยความเป็นรถใหญ่น้ำหนักไม่น้อยมันไม่ใช่รถที่อัตราเร่งแรงสะใจแต่อย่างใด โดยเฉพาะรุ่น 2.2 ที่ผมขับในวันนี้ มันพารถยักษ์เคลื่อนตัวด้วยอัตราเร่งเรื่อยๆได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคิดจะเร่งแซงต้องวางแผนนิดนึง ซึ่งผมไม่คิดว่าเป็นปัญหาอะไรกับครอบครัวส่วนใหญ่ที่ซื้อไปใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ที่ครอบครัวส่วนใหญ่น่าจะปลื้มและมีความสุขคือช่วงล่างที่เก็บความไม่สมบูรณ์ของรถเมืองไทยได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งอาการโคลงที่น้อยจนไม่น่าเชื่อว่านี่รถอ้วนๆหนักสองตัน เก็บอาการโยกจากถนนที่ไม่เรียบเสมอกันได้ดีกว่า Lexus NX ที่ผมขับไปทิ่มโชว์รูม Ford วันนั้นเสียอีก นอกจากนี้ยังผ่านหลุมร่องรอยแตกบนถนนไปด้วยเสียงเบามากแบบแทบไม่รู้สึกอะไร เป็นช่วงล่างที่เทียบชั้นรถ off-road ราคาหลายล้านเสียมากกว่าจะแข่งกับ Fortuner ไปแล้ว กล้าพูดว่าคนละ league แล้วอย่างแท้จริง จะด้อยพวก Range Rover หรือ Mercedes-Benz แล้วเท่านั้น ทำได้ดีในจุดนี้สมเป็นฟอร์ดจนต้องยกนิ้วโป้งให้จริงๆ

มีอย่างอื่นอีกไหม?

ในแง่ตัวรถ ผมไม่มีอะไรจะเสริมไปมากกว่านี้ นอกจากความกังวลว่าระบบไฟฟ้าที่ท่วมคันรถจะทนทานไปซักแค่ไหน ซึ่งมันจะโยงกับอีกเรื่องนึงที่เป็นกำแพงในการเข้าสู่แบรนด์ฟอร์ดคือบริการและนโยบายความรับผิดชอบความบกพร่องของตัวรถหลังการขายที่ลุ่มๆดอนๆ ยังเดี๋ยวดีเดี๋ยวไม่ดีเท่าไหร่ จะเอายังไงกันแน่ ตัวรถผมไม่ห่วงแล้ว มันทำได้ดีแซงหน้าชาวบ้านไปแล้วจริงๆ ผมยังไม่กล้าแนะนำใครให้เป็นเจ้าของรถฟอร์ดหรือซื้อใช้เองก็เพราะจุดนี้จุดเดียว ผมไม่อยากเห็นโฆษณาว่าบริการหลังการขายปรับปรุงแล้วจากทั้ง Ford และ Chevrolet ผมอยากเห็นทีมงานการมุ่งทำให้ลูกค้ามีประสบการณ์การเป็นเจ้าของจริงที่ดีจนลูกค้ายี่ห้ออื่นอิจฉามากกว่ามาเสียเวลาใช้งบการตลาดป่าวประกาศแล้วไม่มีใครเชื่อ เพราะยังเจอเรื่องจริงที่เจ็บปวดอยู่ อีกเรื่องคือการปล่อยให้ลูกค้ารอนานมากกว่าจะได้เป้นเจ้าของรถคันจริงของฟอร์ด ตั้งแต่ Ranger Wildtrack มายัน Everest โดยเฉพาะรุ่น 3.2 Titanium+ ที่ตอนนี้ก็ยังคิวยาวไปถึงเกือบกลางปีหน้า มันทำให้ลูกค้าหลายคนหายอยากไปแล้ว ทำให้เสียโอกาสมากๆที่อุตส่าห์ทำรถดีๆมา แต่ช้าเลยโดนเจ้าอื่นเอาไปกิน โดยเฉพาะ Toyota ที่ส่งมอบ Fortuner ได้ใน 1-2 เดือนไม่เกิน อยากหนุนให้พิจารณาปรับกลยุทธ์การเปิดตัวและการจัดการ logistic ของรถรุ่นใหม่ให้ดีกว่านี้เถอะครับ


ขอขอบคุณ คุณจิ๊บ เซลล์ Ford ราชพฤกษ์

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.ford.co.th/suvs/all-new-everest/specification/spec-data

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: