The-Flintstones-006 copy

หลายคนอาจมองว่าโลกนี้หมุนไปอย่างช้าๆ ค่อยๆเดินไปเรื่อยๆตามหนทางของมันด้วยความเร็วคงที่

แต่ในความเห็นผม ผมว่ามันหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆในอัตราก้าวหน้า เร็วจนเรียกว่าวิ่งด้วยรองเท้าไนกี้รุ่นท๊อปแถมใส่เทอร์โบติดจรวดเข้าไปอีกน่าจะเหมาะกว่า

ไม่ต้องอะไรมาก iPad ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อห้าปีที่แล้ว (2010) ตอนเปิดตัวแย่งกันจะเป็นเจ้าของให้ได้ โกงราคากันสุดฤทธิ์…แต่มาตอนนี้ ขายไม่ออก ไม่มีใครเอา…นี่คืออะไร ทำไมเบื่อง่ายกันจัง?

มองกลับมาที่ประเด็นของเราในวันนี้คือการตลาดในปี 2015 ปีที่ iPad กลายเป็นของล้าสมัยแล้วเรากำลังเห็นอะไรๆรอบตัวก็ต่อเนทได้หมด (Internet of things) แต่ยังมี”ความเชื่อ”ทางการตลาดบางอย่างที่ดูยังไม่อัพเดตตามซะที จะมีอะไรบ้าง…ลองมาดูกัน

ให้ออนไลน์เป็นลูกเมียน้อยในแคมเปญ

ในวันที่ Facebook มีจำนวนผู้ใช้ในประเทศไทยถึง 30 ล้านคน โดยมี 19.8 ล้านคนใช้มันทุกวัน Youtube มีผู้ใช้ 26.5 ล้านคน ยังมีนักการตลาดจำนวนมากมองว่าออนไลน์คือสื่อรองที่เอาไว้ทำเสริมสื่อเดิมๆที่คุ้นเคย พวก TV วิทยุ โทรทัศน์ เสียมากกว่า ในความเป็นจริงแล้ว แม้แต่รายการที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยยังมีคนดูสูงสุดแค่ 1.9 ล้านคนต่อนาทีเท่านั้น ใครยังคิดว่าออนไลน์ยังเป็นลูกเมียน้อยอยู่คงไม่ได้เปิดโลกหาความรู้ใหม่ๆมาหลายปี…แต่นั่นแหละ นักการตลาดส่วนใหญ่ก็ยังใช้ความเชื่อเดิมๆในการให้สัดส่วนงบโฆษณาออนไลน์น้อยกว่าลงโฆษณาในทีวีราวฟ้ากับเหวอยู่ดีในปี 2015

Online (แมร่ง)โคตรเทพและโคตรถูก

ถ้าเป็นแต่ก่อนตอน online ยังไม่ได้รับความนิยมก็ไม่แน่ครับ แต่ปัจจุบันราคาสื่อดังๆในโลกออนไลน์ปะป้ายหลักแสนหลักล้านกันเป็นว่าเล่น ตามความนิยมที่มีมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Line Sticker ต้องมีสามล้านปลายๆ สี่ล้านต้นๆ ยังไม่รวม official account หรือโฆษณาแบนเนอร์บนหน้าแรกของ Youtube Thailand ตกวันละ 7 แสนปลายๆ ไหนจะเหล่า net idol, influencer ที่จับไต๋นักการตลาดได้หมดแล้ว เลยตั้งราคาในการโพส online กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน คิดกันหลายหมื่นหรือเป็นแสนบาทต่อคนต่อโพส เพราะฉะนั้นการหวังไปว่าเงินสองสามหมื่นบาทของคุณจะให้คุณลง IG ดาราได้กระหน่ำ ลงโฆษณาตู้มๆได้เป็นเดือนๆ …ถ้ายังคิดอย่างงั้น โปรดกรุณาวางถุงกาวของคุณลงด่วน เพราะวันนั้นมันผ่านไปนานสองสามชาติกว่าเห็นจะได้แล้วค้าบบบบ

แต่ยังไงก็ตามความเชื่อนี้ก็ไม่ได้เหลวไหลไปซะทั้งหมด เพราะถ้าเรามองในด้านความคุ้มค่าเงิน (cost efficiency) สื่อออนไลน์ก็ยังถูกกว่าสื่อทีวีในบางมุม เทียบง่ายๆว่าปัจจุบันโฆษณา Facebook มีต้นทุนต่อหัวราว 3-10 สตางค์ต่อคน เทียบกับช่อง 7 ช่วงละครพีคๆจะได้ราว 25-70 สตางค์ต่อกลุ่มเป้าหมายหนึ่งคน ซึ่งแพงกว่ากันราว 7-10 เท่าเลย

Social network คืออนาคตของวงการโฆษณา

คือจะพูดว่ายังไงดีละครับ ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อว่าจะยังมีคนคิดแบบนี้ แต่มีอยู่วันนึงพี่แก่ เจ้าพ่อ content marketing และเจ้าของบล๊อกชื่อดัง nuttaputch.com ยังบ่นใน Facebook ของตัวเองอยู่เลยว่าเจอนักการตลาดที่คิดแบบนั้น ทั้งที่สังคมมนุษย์อยู่ร่วมกับ Facebook มาแล้วถึง 11 ปี ยังไม่นับรวม social platform ที่มาก่อนหน้านี้อีกหลายปี social network อยู่กับเรามานานจนแตกลูกหลานออกมาแล้วจำนวนนับไม่ถ้วน และเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว อย่างในปี2015 Facebook เพิ่งฉลองยอดผู้บริการครบ 1 พันล้านคนพร้อมปัญหาจำนวนลูกใช้ในหลายประเทศลดลง Line ที่ว่าแน่ๆ

รายได้ของ Facebook นับตั้งแต่เปิดเวบไซท์ให้บริการ

รายได้ของ Facebook นับตั้งแต่เปิดเวบไซท์ให้บริการ

แบรนด์ต้องพูดจาดีสุภาพโลกสวยอยู่ตลอดทุกสถานการณ์

ทำ e-commerce ไว้…เดี๋ยวลูกค้าก็มาซื้อเอง

Seeding คือเทพเจ้า!!

ลงทีวีไว้ก่อน…แม่สอนไว้

Video ที่ฉัน upload ลง Youtube = Viral video

คุณครับ…ก่อนจะใช้ศัพท์สวยๆอะไร รบกวนศึกษาก่อนนิสสสสนึงก็ดีครับว่า มันหมายความว่าอย่างไร viral จริงๆแล้วมันมาจากคำว่า”ไวรัส”สื่อถือสิ่งที่แพร่กระจายตัวเองได้อย่างรวดเร็วดั่งเชื้อไวรัสอันร้ายกาจ คลิปใดจะควรค่ากับคำว่า viral video จริงๆมันควรมีเนื้อหาน่าสนใจ น่าแชร์ต่อให้เพื่อนอย่างมาก วางโครงเรื่องไว้สะกิดติ่งบางอย่างของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเฉียบคม ถ้า video อันไหนที่ทำมาขายของโคตรๆ ดู final cut เสร็จแล้วเสียงในห้องตัดเงียบดังป่าช้า…อันนั้นไม่ใช่ viral video แน่นอนครับ #เข้าใจตรงกันนะ

แบรนด์เราต้องมี presenter ถึงจะขายของได้

ความเชื่อนี้มีมาค่อนข้างนานแล้วอันเกิดมาจากการที่นักการตลาดเลือกใช้บริการดาราให้โลดแล่นดึงดูดความสนใจในหนังโฆษณาแล้วมันส่งผลให้ยอดขายดีดทันตาทันใจอยู่บ่อยครั้ง แต่ในยุคที่การ์ดพลังพิเศษนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย ดารารวยตายจากค่า presenter กันนั้น การใช้ presenter กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้บริโภคเห็นจนชินตาจนหลายครั้งไม่ได้ผลอะไรเลย ซ้ำยังช้ำกับค่าจ้างราคาแพงจนขนลุกที่ไม่สามารถเรียกคืนได้แม้แต่บาทเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าค่าตัวดาราแพงจนทำให้งบซื้อสื่อลดลงกว่ามีนัยยะสำคัญ จะกลายเป็นว่าไม่มีใครเห็นหนังโฆษณาที่อุตส่าห์มีหน้าดาราช่วยเราขายของ จนเกิน impact ต่อยอดขายเพียงพอ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การใช้ดารายังทำให้คนจำดาราได้มากกว่าจำสินค้าว่ามันชื่อแบรนด์อะไร สินค้าคืออะไร ไม่ช่วยบำรุงสุขภาพแบรนด์ในระยะยาวแต่ประการใด

ข้อมูลสถิติอ้างอิงจาก http://www.daat.in.th/index.php/thailand-social-media-landscape-2014/ เรื่องจำนวนผู้ใช้ Facebook และ Youtube ในประเทศไทย / http://pantip.com/topic/33740879 เรื่องเรตติ้งทีวีของไทยเดือน พ.ค. 2558 /

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: