A woman holds a placard with a Greek national flag next to a message in Greek reading, "No" during a rally in support of Greece, in Madrid July 5, 2015.   REUTERS/Javier Barbancho.

A woman holds a placard with a Greek national flag next to a message in Greek reading, “No” during a rally in support of Greece, in Madrid July 5, 2015. REUTERS/Javier Barbancho.

วันนี้พอดีไม่สบายครับ เลยมีโอกาสนั่งกินข้าวและดูข่าวด้วยกันกับคุณแม่ พอทีวีพูดถึงเรื่องว่าชาวกรีซโหวต “No” แม่ก็งงว่าอะไรยังไง แล้วก็หันมาถามเอกว่า…

มันคืออะไรยังไงอะลูก แม่ไม่เข้าใจ ทำไมเขาต้องโหวตโน?

ผมเชื่อว่าหลายคนเป็นแบบแม่ผมครับ เลยมานั่งเขียนสรุปมันทั้งป่วยๆให้สำหรับหลายคนที่งงๆเพิ่งมาทราบข่าวว่ากรีซชักดาบไม่จ่ายหนี้ที่มีอยู่ท่วมหัวซะแล้วในวันนี้ (6 กรกฎาคม) จะด้วยทราบเพราะหุ้นไทยตกตามข่าวนี้ หรือเพราะอะไรก็แล้วแต่ จะได้มีความเข้าใจอย่างง่ายๆคร่าวๆ ไม่ต้องเสียเวลาขุดเอง

อย่างแรก อยากเชียร์ให้อ่านปูพื้นฐานความเข้าใจความเป็นมาของวิกฤตเศรษฐกิจในกรีซ ที่ประชาชาติธุรกิจสรุปไว้ตาม timeline ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2552 ได้กระชับไม่เสียเวลาอ่านมากและเข้าใจง่าย เราจะได้เข้าใจรูปแบบวิกฤตเศรษฐกิจอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อการสังเกตการณ์ด้วยตนเองในอนาคต และอ่านบทความนี้ได้รื่นรมณ์ขึ้น

แต่ถ้าขี้เกียจคลิกไปอ่าน…ก็จะสรุปให้สั้นๆว่า

วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่มีสาเหตุอะไรมากไปกว่าจุดเริ่มต้นจากการใช้เงินมือเติบวินัยทางการคลังขาดสะบั้นของรัฐบาล ผ่านนโยบายเอาใจฐานเสียงที่ประเทศไทยชอบเรียกกันว่า “ประชานิยม” และผลาญซื้อรถถังเรือดำน้ำอย่างกับจะมีสงครามในเร็ววัน แต่หาเงินไม่เก่ง หนี้เลยท่วมหนักจนต้องไปอ้อนขอเงินจากเพื่อนๆในยุโรปผ่านธนาคารกลางแห่งยุโรป (ECB) มาแก้หนี้ แต่เงินกู้ไม่ใช่ได้มาเปล่าๆแน่นอน เพื่อนๆใน EU จำต้องสวมบทโหดดดด เพื่อบีบให้กรีซหาเงินมาคืนให้จงได้ ไม่ว่าจะบังคับให้รัดเข็มขัด ปลดข้าราชการ รีดภาษี ลามไปถึงสถาบันการเงินทั้งรัฐและเอกชนต้องรับกรรมช่วยปลดหนี้กันทั่วหน้า หลังๆหนักถึงขั้นปิดสถานีโทรทัศน์วิทยุ ปลดคนงานรัฐวิสาหกิจแทบหมดประเทศ แต่นั่นก็ไม่ช่วยอะไร ยิ่งรัดยิ่งรีด…เศรษฐกิจยิ่งหด…ยิ่งทำให้คนอดอยาก ตัวเลขชัดๆก็ GDP ปี 2552-56 หดตัวลงรวม 24% เหมือนอยู่ๆเคยหาเงินได้ 100 บาท ลดเหลือ 76 บาท ปัจจุบันถ้าเดินตามถนน ใน 4 คนจะมีคนกรีซว่างงาน 1 คน แล้วยิ่งถ้าเจาะเฉพาะวัยหนุ่มสาวแบบเราๆ (กล้าพูดเนอะ) จะยิ่งหนักเป็น 1 ใน 2 คนหรือครึ่งๆเลยทีเดียว

มาว่ากันต่อว่าแล้วทำไมจนมาถึงวันนี้ วันที่นายกรัฐมนตรีใหม่สดซิงของกรีซ โยนหินถามทางกลับไปหาประชาชนว่า จะเลือกก้มหน้ารับเงื่อนไขของเจ้าหนี้อย่าง ECB+IMF ที่เน้นทางรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายหาเงินมาคืนให้ได้ต่อไป หรือจะบอกว่า “ไม่” ฉันไม่ยอม…ชั้นจะไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย แล้วไปตายเอาดาบหน้าแทน

แล้วทำไมประชาชนส่วนใหญ่ถึงเลือกอย่างหลัง?

เลือกอย่างหลังทั้งที่เลือกแล้วอาจต้องออกจากความเป็นสมาชิก EU

เลือกอย่างหลังทั้งที่เลือกแล้วอาจจะทำให้ระบบการเงินของประเทศถูกแช่แข็ง ทำอะไรไม่ได้ไปช่วงนึง

เลือกอย่างหลังทั้งที่ประเทศอาจจะต้องเข้าสู่ภาวะล้มละลาย เงินที่สะสมมาทั้งชีวิตกลายเป็นกระดาษไม่มีค่า

เลือกอย่างหลังทั้งที่นักวิเคราะห์บอกว่า ถ้ากรีซออกจากยูโรปโซน ปัญหาจะยิ่งลุกลามไปทั่ง EU แถมคนกรีซอาจจะแย่ไปอีกยาวๆ

คำถามนี้ตอบได้ง่ายมากครับถ้าคุณมองปัญหานี้ในมุมมองคนกรีซ…

คนที่ทำมาค้าขายอะไรก็ไม่ขึ้น ไม่มีคนซื้อมาหลายปี

คนที่ตกงานมานานแล้ว และยังไม่มีความหวังว่าจะได้กลับไปทำงานเมื่อไหร่

คนที่ลูกหลานจบออกมาแล้วยิ่งหางานไม่ได้หนักว่าเก่า ต้องนั่งนอนตบยุงอยู่บ้านไปวันๆ มองหาคำว่าอนาคตไม่เจอ

คนที่นับวันยิ่งจะมีแต่คนรอบตัวตกงาน ไม่มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

คนที่ถึงไม่ตกงาน ก็ถอนเงินออกมาใช้ได้แค่วันละ 60 ยูโร

คนที่เก็บเงินมาทั้งชีวิตเพื่อเตรียมเกษียณ…แต่วันนี้ความพยายามทั้งชีวิต ไร้ความหมาย

นึกภาพออกหรือยังครับว่า ถ้าคุณเป็นคนกรีซ อาศัยอยู่ในประเทศที่ทำตามคำแนะนำของ ECB+IMF หลายปี แต่ทำให้ชีวิตสิ้นหวังขนาดนี้…ไปตายเอาดาบหน้าซะยังดีกว่าทรมานต่อไป ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการแหกขุมนรกออกไปเจอหุบเหวก็ตาม

เข้าอารมณ์เพลงวง Big Ass ประมาณว่า “รู้ว่าเสี่ยง…แต่คงต้องขอลอง”

อย่างน้อยการเลือกทางนี้ก็ทำให้มีความหวังระยะสั้นว่า จะมีโอกาสได้หยุดใช้หนี้ กลับมาทำงานจ้างงาน ได้หายใจหายคอกันในระยะสั้น


ถึงตรงนี้…เราควรเรียนรู้อะไรจากวิกฤตหนี้ “กรีซ” บ้าง ผมสรุปให้เป็นข้อๆเท่าที่นึกออกตามนี้

อย่างแรก การตัดสินใจในสังคมประชาธิปไตย ความรู้สึกส่วนบุคคลมักชนะเหตุผลนานับประการ

เราเห็นชัดเจนจากที่ผมพูดไปเมื่อกี้นะครับว่า ถึงแม้นักวิเคราะห์หรือแม้แต่ผู้นำในประเทศยุโรปที่คิดวิเคราะห์ด้วยหลักการมากมายจะออกมาบอกว่า “Yes” ดีกว่า “No” ซึ่งเป็นการคิดแบบเน้นเศรษฐกิจภาพใหญ่ (Macroeconomics) แต่คนในประเทศกลับเห็นตรงกันข้าม เพราะเขามองที่ชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันสำคัญกว่า ตัดสินใจโดยมองที่ชีวิตของตนเองและสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า (Microeconomics) มากกว่าจะมองภาพใหญ่องค์รวมแบบที่หลายคนอยากให้มอง ผมเขียนแบบนี้ ไม่ใช่มาชี้ว่าประชาชนผิด นักวิเคราะห์ถูกนะครับ ผมไม่เลือกข้าง ผมแค่ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจแตกต่างกันเกิดจากมุมมองที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะทำนายการตัดสินใจในสังคมประชาธิปไตยหรือการใช้ระบบโหวตไม่ค่อยมีการโกง ให้เน้นหาข้อมูลความคิดเห็นของคนกลุ่มที่ต้องตัดสินใจกลุ่มนั้นจริงๆไปเลยว่า สภาพชีวิตความเป็นอยู่ ความรู้สึกนึกคิดของคนที่ต้องตัดสินใจตรงนั้นจริงๆเป็นอย่างไร จะทำให้เราคาดเดาอนาคตได้ดีกว่านั่งอ่านบทวิเคราะห์เปี่ยมทฤษฎี

สอง…ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน สาม…อย่าฝากชีวิตไว้กับคนอื่น และสี่…จงกระจายความเสี่ยง

คนกรีซรู้จักการวางแผนเกษียณก่อนเรา เพราะสังคมเขามีสัดส่วนผู้มีอายุ 55 ปีขึ้นไปมากกว่าเรา (กรีซ 32.9% ไทย 20.4% ในปี 2014 จาก CIA World Factbook Greece / Thai) คนที่นั่น บางส่วนฝากอนาคตไว้กับสวัสดิการรัฐ บางส่วนก็เลือกจะเก็บเงินเอง แต่เมื่อรัฐบาลถังแตก กลุ่มแรกที่ฝากอนาคตไว้กับรัฐก็เหมือนถูกหักหลังเพราะรัฐยุคนี้ไม่มีเงิน พอลากหนักๆเข้ากลุ่มหลังก็โดนไปด้วยเพราะเกิดสภาวะเงินด้อยค่า ผมมานึกสภาพว่าถ้าผมอายุ 60 แล้วมาเจออะไรแบบนั้น คงอยากผูกคอตายใต้ต้นหญ้า และมันพิสูจน์ให้เห็นว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ ที่ใครชอบบอกว่า “รัฐบาลเป็นประกัน” หรือ “รัฐบาลไม่มีวันเจ๊ง” ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันไม่จริง เพราะฉะนั้นจงอย่าฝากอนาคตการเกษียณ รวมถึงเรื่องอื่นๆในชีวิตไว้กับที่ๆเดียว โดยเฉพาะอะไรที่ต้องรอนานๆกว่าจะได้ใช้ได้พิสูจน์ใจกันหรือต้องพึ่งพากันไปยาวๆอย่าง แผนการเกษียณ ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต หรือแม้แต่ระบบการสร้าง passive income จงอย่าวางใจไว้กับคน/ที่เดียว ให้กระจายการลงทุน การซื้อประกัน และแหล่งรายได้ไปหลายๆแหล่ง ยิ่งกระจายไปหลายๆประเภทธุรกิจ หลายภูมิภาคทั่วโลกได้ยิ่งดี เวลาเกิดวิกฤตแล้วพวกมหาเศรษฐีไม่ค่อยได้รับผลกระทบก็เพราะจุดนี้นี่แหละครับ

สุดท้าย…ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเรื่อยๆ ถึงจะไม่ซ้ำเป๊ะ แต่ก็คล้ายอยู่มาก

อย่าคิดว่าวิกฤตของกรีซมันไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับคนไทยอย่างเราเลย เพราะถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ จะมีคำเฉพาะหลายๆคำที่ดูจะซ้ำกับ hot issue ในไทยอย่าง “ประชานิยม” “ซื้อเรือดำน้ำ” “งบกลาโหม” “รีดภาษี” ซึ่งเหตุการณ์ของเราไม่ได้เหมือนกับของเขาเป๊ะเว่อร์หรอกนะครับ เรายังโชคดีที่ตอนอัดนโยบายประชานิยมนายกดันหาเงินเก่ง พอมาตอนนี้จะซื้อเรือดำน้ำก็ยังหาเงินด้วยการรีดภาษีคนในประเทศหรือเน้นตัดงบอื่นมาโปะ ยังไม่ไร้วินัยหนักเท่ากรีซ…แต่ก็อยากให้ศึกษาไว้ เพราะถ้าสักวันหนึ่งจะวิกฤตเกิดขึ้น เราจะได้กลิ่นล่วงหน้าก่อนและปรับตัวได้ทัน สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองกันเอาไว้เยอะๆ…ดีกว่าตาบอดแล้วโผล่มาอีกทีก็เจอทางตันเสียแล้วครับ เหมือนที่พี่น้องชาวกรีซต้องเผชิญอยู่ ณ ตอนนี้

ขอขอบคุณภาพหัวเรื่องจาก Reuters

6 Comment on “เข้าใจวิกฤตหนี้”กรีซ”ใน1หน้ากระดาษA4

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: