Untitled-1

จากการที่ส่วนตัวผมเคยอยู่ทั้งในสถานะ “ผู้เป็นทาสบัตรเครดิต” สมบูรณ์แบบ เคยมีหนี้ค่าบัตรค้างเป็นแสนๆจนโดนหมายศาล ขี้หดตดหายจนมาตั้งสติหักบัตรกลับตัวเป็น “ผู้ควบคุมบัตรเครดิต” ได้ระดับหนึ่ง ในขณะที่ข่าวสารและสังคมทั่วไปจะมองกันแต่ด้านมืดของบัตรเครดิต เอาง่ายๆ Google ดูจะเจอแต่อะไรแบบนี้

Screen Shot 2558-04-18 at 10.01.58 AM

แต่ส่วนตัวผมสัมผัสทั้งด้านห่วยสุดๆและด้านสว่างของมันมาพอสมควร จนรู้สึกว่าจริงๆแล้วคงไม่ยุติธรรมกับเจ้าเครื่องมือทางการเงินตัวนี้เท่าไหร่ถ้าเราไม่พูดถึงด้านดีของมันบ้างเลย มันต้องมีอะไรดีบ้างสิ ถึงมีคนใช้กันมากมายแพร่หลายขนาดนี้

แต่ก่อนจะไปถึงข้อดีและวิธีที่ผมใช้เพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้นมา เรามา brush up ความเข้าในที่มีต่อบัตรเครดิตให้ตรงกันก่อนว่า…มันคืออะไร? และวิธีที่ผมกำลังแนะนำนี้เหมาะกับใคร? ไม่เหมาะกับใคร???

ลองคิดตามผมง่ายๆก่อนนะครับว่า สิ่งที่เราต้องการจากบัตรเครดิตหลักๆคือ…

  1. มีโอกาสใช้เงินล่วงหน้า มีไว้เผื่อ…แต่ไม่ต้องใช้ก็ได้
  2. ใช้โปรโมชั่นให้ชีวิตดีเฟ่ออออ
  3. ใช้จ่ายในต่างประเทศและซื้อของในเวบ e-commerce สะดวก

ตรงกันข้าม ธนาคารออกบัตรเครดิตมาให้คุณใช้เพราะหลักๆแล้วเขาต้องการให้คุณใช้จ่ายได้คล่องขึ้นจากการใช้เงินที่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีอยู่จริงหรือไม่ แล้วอยากให้คุณเป็นหนี้จนหาเงินมาจ่ายคืนไม่ทัน จะได้รายได้จากดอกเบี้ยอัตราแสนโหดๆราว 18-28% ต่อปี เพราะเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์หรืออะไรมาค้ำประกันเลย เพราะงั้นธนาคารต้องทำยังไงก็ได้ให้คุณสนุกสนานกับการใช้จ่ายมากที่สุด คุณจะได้มีโอกาสเบี้ยวหนี้เยอะขึ้น แล้วก็หาเงินมาจ่ายไม่ทัน สุดท้ายโดนดอกเบี้ยเริ่มคิดตั้งแต่วันที่เรารูดซื้อสินค้าเลยไปเต็มๆ ขอย้ำอีกทีว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตไม่ได้เริ่มคิดตั้งแต่วันแรกที่ครบดีลจ่ายแต่เริ่มคิดตั้งแต่วันที่เรารูดซื้อสินค้าเลยนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเรารูดซื้อสินค้าวันที่ 1 เม.ย. ไป 10,000 บาท ครบดีลต้องจ่ายวันที่ 30 เม.ย. แล้วเรามาจ่ายเอาวันที่ 1 พ.ค. ต้องจ่ายดอกให้ธนาคาร 164 บาท (สมมุติว่าดอกเบี้ยบัตรนี้ 20% ต่อปีแล้วกันครับ) ไม่ใช่ 5 บาทอย่างที่หลายคนเข้าใจ ธนาคารรวยจากตรงนี้แหละครับ เขาถึงพยายามทุกวิถีทางให้คุณมีบัตรเครดิต ยิ่งมากยิ่งดี

โจทย์ของเราคือ…ทำยังไงก็ได้ให้ได้ทั้งสามข้อดีข้างต้น โดยที่เราไม่เสียดอกเบี้ย(และค่าธรรมเนียมบัตรอื่นๆ เช่น ค่าแรกเข้า ค่าธรรมเนียมประจำปี) แม้แต่บาทเดียว

สิ่งที่คุณต้องทำเพื่อให้ทำตามโจทย์นี้ได้ มีแค่ข้อเดียวเองครับ คือ…มีวินัย เพราะฉะนั้นถ้าใครรู้ตัวว่ายังควบคุมตัวเองเรื่องการเงินได้ไม่ดี จัดระบบยังไม่ได้ อย่าเพิ่งอ่านบทความนี้ต่อ อย่าเพิ่งสมัครบัตรหรือสินเชื่อบุคคลครับ เพราะไม่งั้นชีวิตคุณจะพัง (แบบที่ผมเคยเกือบพัง)

วิธีที่ผมจะแนะนำเหมาะสำหรับคนมีวินัยทางการเงินและจ่ายตรงดีลได้แน่นอนเท่านั้นครับ ไม่งั้นคุณจะแพ้กลายเป็นทาสบัตรเครดิตได้ง่ายๆเลย ถ้าแน่ใจว่าคุณค่านี้คุณคู่ควร…ขอเชิญเข้าสู่วิธีมีชีวิตดีเฟ่อด้วยบัตรเครดิจที่ผมแนะนำได้เลยครับ

1) ทำป๋า ทำเสี่ย จ่ายแทนให้…แถมได้คืน

นี่คือขั้นตอนพื้นฐานที่ผมแนะนำสำหรับการมีชีวิตฟรุ้งฟริ้งด้วยบัตรเครดิจครับ ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ๆ แล้วคนอื่นไม่สะดวกหรือเงินสดไม่พอ เราสามารถใช้โอกาสนี้สร้างแต้มให้ตัวเองได้ ด้วยการรูดบัตรของเราไปก่อน แล้วไปเก็บคืนทีหลัง แต่ต้องแน่ใจว่าเราจะได้เงินก่อนนั้นคืนชัวร์ 100% ตัวอย่างง่ายๆ อย่างเราไปกินข้าวกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่ปกติจะหารเฉลี่ยเท่ากับแบบ american share แล้วเรี่ยไรเงินสดเพื่อจ่ายค่าข้าวอยู่แล้ว ถ้าคุณอาศัยรูดแทนสมมุติ 10,000 บาทแล้วเอาเงินสดมา คุณจะได้แต้มอย่างน้อย 400 แต้มจากการโชว์ป๋าครั้งนั้น ยิ่งถ้ามาคำนวนละเอียดๆ สมมุติว่า 10,000 บาทนั้น เกิดจากเพื่อนที่มากินข้าวด้วยกัน 20 คนหัวละ 500 บาท คุณรูด 10,000 บาทก็จริง แต่ส่วนของคุณมีแค่ 500 บาท เพราะฉะนั้นคุณลงทุนจริงๆแค่ 500 บาท แต่ได้แต้มมา 400 แต้มซึ่งถ้าตีแต้มเป็นมูลค่าที่คุณสามารถนำไปแลกส่วนลดได้ทีหลังจะได้ราว 40-60 บาท หรือราว 8-12% ของเงินลงทุนเลยทีเดียว ฟังดูเว่อร์ไหมครับ…แต่ทำแล้วอย่าลืมเอาเงิน 10,000 ที่ได้มาไปจ่ายบัตรอย่างมีวินัยด้วยนะครับ ไม่งั้น เจอดอก…ยังไงก็ไม่คุ้มและทีนี้

2) อยากได้อะไร…เก็บเงินไว้…จดเอาไว้ ไม่ต้องรีบ

รอให้มีโปรโมชั่นเข้ามาแล้วเราค่อยพิจารณาอีกที ซึ่งสินค้าแต่ละอย่างมักมีช่วงเวลาที่มันจะรุมกันเซลล์หรือจัดโปรร่วมกับบัตรเครดิตอยู่แล้ว ผมยกตัวอย่างสินค้าไอทีที่ผมคุ้นเคยละกัน ปกติสินค้าใหม่โดยเฉพาะจาก Apple จะมีกำหนดการเปิดตัวของใหม่ที่ซ้ำซากจนจับทางได้ จำง่ายๆ Feb จะเป็น Macbook + iMac ใหม่และมือถือ Samsung + HTC เปลี่ยนรุ่น กลายปีถึงคิวตระกูล iPad ส่วนปลายปีเป็น iPhone รุ่นใหม่ ส่วนใหญ่แล้วโปรดีๆจะมีเดือน มี.ค.-เม.ย. และอีกทีก็ ต.ค.ยันสิ้นปี ยิ่งปีไหนเศรษฐกิจไม่ดียอดไม่ถึงเป้านี่โปรบัตรมาเดือนเว้นเดือนเลย เพราะงั้นไม่ต้องรีบซื้อตอนของออกใหม่ๆก็ได้ รอให้ตลาดเริ่มซา จะมีโปรแลกแต้มได้ส่วนลดเพิ่ม + ผ่อน 0% มาช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้า IT ของคุณได้มากเลยทีเดียว…ช้าๆได้พล้าเล่มงาม ยังใช้ได้ผลเสมอครับ

3) ชีวิตดีมีเงินงอกเมื่อผ่อน 0%

ต่อจากข้อเมื่อกี้ครับ เมื่อมีโปรผ่อน 0% แล้วเราก็ควรใช้ให้ฉลาด หาโอกาสทำเงินงอกไปด้วยในตัว แทนที่เราจะจ่ายเงินสดๆไปทั้งก้อน เรานำเงินที่ตั้งใจว่าจะใช้ซื้อสินค้านี้ทั้งก้อนไปฝากในบัญชีที่ดอกเบี้ยดีหน่อย อย่าง ME หรือ Beat ที่สามารถถอนได้อย่างน้อยเดือนละครั้งโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม แล้วค่อยถอนออกมาจ่ายค่างวดตอนบัตรเครดิตครบดีล คุณจะได้ดอกเบี้ยจากการเก็บเงินกองนั้นไว้ค่อยทยอยใช้อีกตะหาก ยิ่งเดี๋ยวนี้ คุณสามารถผ่อนดาว์นรถ Mercedes-Benz หรือ BMW ผ่อนบัตรดอก 0% ได้แล้วด้วย ยิ่งเพิ่มโอกาสได้ดอกเบี้ยมาอีกครับ ผมลองคำนวนให้เป็นตัวอย่างแล้วกัน ถ้าเราตั้งใจจะซื้อรถ BMW X1  อยู่แล้วและเลือกผ่อนเงินดาว์น 0% กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ รถคันละ 1.99 ล้านบาท สมมุติดาว์น 25% ที่ราว 500,000 บาท ผ่อน 6 งวด จะมีโอกาสได้ดอกเบี้ยจากการทำอย่างที่ผมบอกอย่างน้อย 5,000 บาทเลยทีเดียวครับ

4) ชีวิตหรูๆ…ไม่จ่าย ใช้แต้มโลดดดดด

ผมก็เหมือนหลายท่านที่ชอบใช้ชีวิตหรูหรา กินดี อยู่เริศ นอนโรงแรมหรูๆ แต่ผมมักรู้สึกเสียใจทีหลังทุกครั้งที่ต้องจ่ายค่าข้าวราคาหลายพัน หรือค่าเป็นหมื่นเพื่อนอนโรงแรมหรูแค่คืนเดียว บัตรเครดิตเลยเข้ามาช่วยผมตรงนี้ได้เป็นอย่างดีครับ หลังๆมานี่ผมอ่าน Newsletter ที่มาพร้อมสลิปบัตรเครดิตทุกฉบับ รอให้บัตรเครดิตมีโปรแกรมพิเศษพาไปที่หรูค่อยสมัครร่วมรายการ ยิ่งรายการพวกใช้จ่ายครบเท่าไหร่ได้โน้นนี่ผมจะชอบมาก เพราะผมใช้บัตรเครดิตตามข้อ (1) หรือจ่ายเงินล่วงหน้าให้บริษัทที่ผมทำงานอยู่ค่อนข้างเยอะ ผมก็สมัครร่วมรายการแล้วอาศัยยอดใช้จ่ายตรงนั้นให้เราได้มีโอกาสใช้ชีวิตหรูๆโดยไม่รู้สึกเสียดายเงินมากนั้นได้ อย่างปีที่แล้วผมมีโอกาสไปทานอาหารจีนที่ Intercontinetal hotel หรือปีนี้จะไปพักผ่อนที่โรงแรม Pullman G Pattaya ก็มาจากรายการส่งเสริมการขายของบัตรเครดิตทั้งนั้นครับ ไม่ชอบจ่ายเงินเอง

5) ลดการสูญเสียจากการเที่ยวต่างประเทศ

ผมเชื่อว่าหลายคนเจอปัญหานี้เหมือนกับผมครับว่า ถ้าเราไปต่างประเทศแล้วแลกเงินไปไม่พอดี จะทำให้มีเศษเงินพวกแบงค์เล็กและเศษเหรียญติดกระเป๋ากลับบ้านมาไม่น้อย ยิ่งพอมาคูณเป็นเงินไทยแล้ว อาจมีมูลค่ารวมหลายพันบาทในบางทริป แต่ทำอะไรกับมันไม่ได้ นอกจากเก็บไว้รอโอกาสนำไปใช้ตอนเที่ยวรอบประเทศนี้หน้า ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นย่ำแย่ ค่าเงินยูโรและเยนอ่อนตัวไม่หยุด ยิ่งเก็บไว้เงินก็ยิ่งด้อยค่า ผมเลยปรับวิธีการใช้จ่ายในต่างประเทศใหม่เลยครับ แลกเงินไปน้อยๆแค่พอใช้จ่ายประจำวันตามร้านรวงข้างทาง แล้วใช้บัตรเครดิตเป็นหลัก การรูดบัตรเครดิตในต่างประเทศอาจทำให้เราต้องเสียค่าอัตราแลกเปลี่ยนแพงกว่าแลกเงินสดมาจ่าย 2-4% แต่ลดเศษเหรียญและแบงค์เล็กที่เอาไปทำอะไรต่อได้ยากไปได้พอสมควรเลย แถมยังเพิ่มความปลอดภัยในการใช้จ่ายด้วย เพราะถ้ารายการใช้จ่ายในต่างประเทศอันไหนที่ไม่เข้าท่าเข้าที เราสามารถโทรแจ้งธนาคารให้ระงับรายการนั้นจากต่างประเทศได้อีกด้วย เพิ่มความสามารถในการควบคุมครับ แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับประเทศที่ยังไม่ค่อยเจริญนัก เพราะหาที่รูดบัตรได้ยากกว่าในเมืองไทยเสียอีก และหลายคนอาจไม่เห็นด้วยกับข้อนี้ อันนี้แล้วแต่รสนิยมของแต่ละท่านละกันครับผม

6) ใช้เพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจ

จริงข้อนี้เป็นวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของการใช้งานบัตรเครดิตเลยก็ว่าได้ แต่หลังๆมานี่บตลาดบัครเครดิตเน้นไปที่ consumer มากเสียจนภาพของบัตรเครดิตในฐานะเครื่องมือในการทำธุรกิจเลือนหายไป

เชื่อไหมครับว่าผมมีร้านออนไลน์ร้านนี้ได้เพราะบัตรเครดิตเลย…

Screen Shot 2558-04-18 at 10.45.25 AM

เรื่องราวมันเป็นอย่างงี้ครับ คือน้องสาว น้องแหวว และผม เจอนาฬิกายี่ห้อนี้แล้วสนใจสั่งมาขายในไทยเป็นธุรกิจพี่น้องทดลองทำกันเล็กๆ ผมโทรและอีเมล์ติดต่อธุรกิจกับเจ้าของสินค้าที่อิตาลีอยู่นานพอควรกว่าจะคุยกันลงตัว จนมาถึงตอนจ่ายเงินค่าสินค้าและค่าขนส่งเราก็มาเจอปัญหาครับว่า สินค้ามีราคาค่อนข้างมากเป็นแสนบาท แต่ก็ไม่ได้มากแบบผู้นำเข้ารายใหญ่ จะจ่ายผ่านระบบ ICAN ก็ยุ่งยากค่าธรรมเนียมก็สูง แถมหุ้นส่วนสามคนก็เอาเงินไปลงทุนหรือลงกับกิจการของตัวเองจนไม่ค่อยมีเงินสดอยู่ในมือ ก็ได้บัตรเครดิตนี่แหละครับช่วยให้ผมสามารถจ่ายค่าของได้ไวและง่ายมาก แค่กรอกใบอนุมัติตัดบัตรเครดิตส่งกลับไปทางอิตาลี หลังจากนั้นไม่นานสินค้าก็มาถึงเมืองไทย สามารถเปิดร้านได้ในเวลา 10 กว่าวันเท่านั้น และมก็สามารถสั่งของมาเติมได้ไวและไม่ยุ่งยากด้วยการใช้บัตรเครดิตเป็นช่องทางหลัก มันทำให้เราสามารถคิดอ่านทำธุรกิจได้ง่ายขึ้นเมื่อมีโอกาสรออยู่ตรงหน้า

และนี่ก็คือ 6 ข้อที่ผมพยายามรวมมาให้ได้ลองไปใช้กันดูนะครับ ผมเชื่อว่าต้องมีผู้อ่านหลายท่านมีวิธีที่เจ๋งกว่าผม ถ้ายังไงก็อยากได้ยินนะครับ จะได้นำมาแชร์ต่อให้คนอื่นได้นำไปใช้ให้ชีวิต “ดีเฟ่อออออ” กันทั่วหน้า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: