Untitled-1

มี Yahoo! Thailand ด้วยเหรอ? ไม่ตายไปแล้วเหรอ??

นี่คือคำถามที่ผมได้จากหลายคนที่ผมบอกว่าจะมางานเปิดตัว Yahoo! Thailand ผ่านคำเชิญของ Innity Thailand งานจัดเป็น workshop เล็กๆให้คนเข้ามาไม่มาก ขนาดผมขอให้สมาชิกทีมผมมาอีกคนสองคนยังไม่ได้เลย มันต้องมีอะไรดีโคตรๆใช่ไหมถึงต้องจำกัดอะไรขนาดนั้น เรามาดูกันว่าผมได้อะไรคิดอะไรจากงานที่ผมเสียเวลานั่งเมื่อยก้นกบไปครึ่งวันบ้าง…

ในช่วงเปิดใช้การเปิดการสัมมนาด้วยเรื่องน่าหนักใจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

IMG_2844

ซึ่งน่าสนใจว่า เขาจะมี solution อะไรมาสู้ challenge เหล่านี้บ้าง เขาก็เลยแนะนำหัวข้อต่างๆที่จะพูดในวันนี้

IMG_2845

Service แรกที่เขาภูมิใจนำเสนอคือ Yahoo! Home screen ซึ่งเป็นหน้ารวมข้อมูลทุกอย่างเราผู้ใช้แต่ละคนต้องการ ชอบ และใช้ รองรับได้ในทุกหน้าจอแบบ responsive ซึ่งผมมองว่าทำตัวไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ Google Now หรือที่ผมให้ชื่อเล่นมันว่า “Google เสือก” เป็นอยู่

ต่อมาก็พูดถึง Startup ที่ไปงาบเข้ามาอย่าง Summunly ซึ่งเป็น app รวมข่าวสารที่เราชอบและสนใจ เอามาเปลี่ยนชื่อเป็น Yahoo! News Digest…ผมว่าก็ไม่ต่างอะไรกับ Flipboard ซึ่งคนไทยก็ไม่ค่อยใช้ทั้งคู่ เพราะเราไม่ใช่สังคมนักอ่านอยู่แล้ว แล้วยังไงล่ะ?

Flipboard for Windows Phone screen shots

Flipboard for Windows Phone screen shots

Yahoo! News Digest screen shots

Yahoo! News Digest screen shots

มาต่อที่เรื่อง content marketing เขาก็พยายามจูงใจให้เราใช้ Tumblr (ซึ่งก็ไปซื้อมา ไม่ได้ทำเอง) เป็น platform ในการทำ content marketing หลักด้วยเหตุว่ามันถูกออกแบบมาให้ครบเครื่อง แต่ผมก็ยังไม่ค่อยซื้อตรงนี้เท่าไหร่ เพราะหน้าตามันช่างคล้าย Facebook + Pinterest เหลือเกิน แล้วผมก็งงด้วยว่าจะมีคนไทยที่ไหนมาอ่านข้อความ content marketing ที่ผมคิดแทบตายแต่นำไปใส่ใน Tumblr?

Tumblr screen shot

Tumblr screen shot

พอมาถึงเรื่องการโฆษณาบน mobile มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า บนมือถือคนไม่ชอบดูเวบ แต่เน้นการใช้งานผ่าน app มากกว่า โดยจำนวนผู้ใช้งานผ่าน app เพิ่มจาก 80% ในปี 2013 เป็น 86% ในปี 2014 แล้วเขาก็นำ Flurry มาเป็นพระเอกในจุดนี้ เจ้า Flurry นั้นสร้างตัวเองมาจากการเป็น mobile app analytics ให้เจ้าของ app ต่างๆมาลงทะเบียนเพื่อดูผลงานและวิเคราะห์ความเป็นไปของ app ตัวเอง จากการที่มีฐาน app ที่เข้าร่วม Flurry เยอะ Yahoo! เลยเอามาขยายผลต่อด้วยการตั้งตัวเป็น mobile display network ที่เน้นนำเสนอ ad ในรูปแบบที่มี impact สูง เป็นอีกทางเลือกของนักโฆษณา แต่ดูจนจบแล้วก็เกิดคำถามในใจ…แล้วมันต่างอะไรกับ Admobs และ Google App Analytics ของอากู๋กันล่ะ?

Flurry App Analytics screen shot

Flurry App Analytics screen shot

Ad example on Flurry mobile ad network

Ad example on Flurry mobile ad network

อีกเรื่องที่ผมสนใจมากส่วนตัวคือ native advertisement เพราะมองว่าเป็นอนาคตของ online ad ที่จะเข้ามาแทน banner บ้านๆน่าเบื่อๆในอนาคตอันใกล้ ทาง Yahoo! ก็นำเสนอว่า Yahoo.com และ ad network ของ Yahoo! เองทำให้เราสามารถทำ native advertising หรือที่ผมตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “Blend-in advertisement” ที่โฆษณาทำตัวเนียนๆไปกับรูปแบบ content ดั้งเดิมของหน้าเวบหรือ interface นั้นๆ บนเวบในเครือข่ายของ Yahoo! ได้

Example of native advertisement on BK Magazine website

Example of native advertisement on BK Magazine website

ข้อดีคือมันให้ call-to-action, convertion rate และ cost efficiency สูงกว่าปกติหลายเท่าตัว…ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของ native advertisement ซึ่ง Yahoo! ก็ไม่ได้นำเสนออะไรใหม่ๆหรือจุดเด่นน่าสนใจอะไรเลย ไม่มีอะไรให้จำและใส่ใจ

อีกส่วนคือการนำเสนอเครื่องการจัดการโฆษณาในชื่อ Yahoo! Ad Manager Plus ผมปวดหัวจนฟังไม่รู้เรื่องเลยเพราะ presenter พูดเร็วมากกกกก โคตร Singlish และพูดโดยมองจอและอ่าน Powerpoint อยู่ตลอดเวลา ไม่เข้าใจว่าคนทำงานในบริษัทไอทีระดับโลกทำไมนำเสนอได้น่ารำคาญขนาดนี้ แถมของที่มาขายก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ ผมสามารถหา tool ของ startup ต่างๆมาทดแทนได้มากมาย มีข้อดีที่จับได้สองข้อคือ ความสามารถในการทำ global targeting and ad deployment specification ได้ เหมาะกับแคมเปญระดับภูมิภาคหรือระดับโลก และกำลังจะมี Yahoo Cross-media Analytics ที่ทำให้เราสามารถ monitor consumer funnel จากการลงทุนใน ad ไล่ตั้งแต่ตอนเห็นโฆษณา (Ad exposure ซึ่งมักวัดค่ากันเป็นหน่วย impression) จนถึงการซื้อสินค้า (หรือที่เรามักนับมันเป็น conversion) นอกนั้นเหรอ…มึน เบื่อ น่ารำคาญ เพราะงั้นไม่สรุปอะไรเพิ่มทั้งนั้นในเนื้อหาส่วนนี้

ลืมแชร์ไปเรื่องนึงว่า ปัจจุบันในตลาดอเมริกา การซื้อโฆษณา online ทำผ่านรูปแบบการซื้อแบบ targeting จ๋าๆหรือใช้การจัดการผ่าน display network อย่างเป็นระบบ ที่ปัจจุบันมีการบัญญัติศัพท์เรียกกันขึ้นมาว่า programmatic ad buying มากถึง 45% ในปี 2014 และคาดว่าจะสูงขึ้นเป็น 55% ในปี 2015…..ฟังเรื่องนี้แล้วเศร้าใจ ตลาดเมืองไทยเอาให้ลูกค้าเข้าใจก่อนว่ามันคืออะไรก็ยากแล้ว T T

มาถึงเรื่องสุดท้ายของวันนี้คือ โอกาสในตลาดการท่องเที่ยวจีนโดยเจ้าหน้าที่ของ Innity Regional Office ปัจจุบันมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมากกว่า 100 ล้านคน มีเวบไซท์ท่องเที่ยวภาษาจีนมากกว่า 5,000 เวบไซท์ แต่มันมีอุปสรรคพอสมควรในการเข้าถึงคนเหล่านี้ ทั้งกำแพงภาษา คลิกปลอม(ใช่แล้วครับ ปลอมกันกว่า90%…พี่จีนปลอมได้ทุกอย่างจริงๆ) เพราะฉะนั้นทาง Innity จึงพัฒนา Engagement ad มาเพื่อตอบโจทย์นี้ ด้วยความเชื่อที่ว่า engagement (พวก comment like share อะไรประมาณนี้อะครับ) ปลอมกันไม่ได้ นอกจากนั้นยังมี solution ด้านการโฆษณาออกมารองรับยุค social media ครองโลก อย่าง “Social hub” ที่ทำให้เราสามารถรวบรวมโพสของเราจากทุก social media ที่เรามีมาทำเป็นชิ้นงาน creative ของ Innity ได้อัตโนมัติ ทำให้เราสามารถดึง traffic เข้ามาสู่ social media ของเราด้วย content ที่มีอยู่แล้วได้ แถมยังมี “Social Board” ที่ทำให้เราสามารถเอาเวบไซท์และ content ของเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเวบไซท์ต่างๆได้อย่างเนียน สามารถเข้าถึง premium users ได้ดีด้วยวิธีการแบบ native advertisement แบบตัวอย่างในรูปด้านล่าง

Innity Socialboard ad example

Innity Socialboard ad example

…..

ในภาพรวม ผมมองว่า Yahoo! ในยุคการบัญชาการของ CEO สาวสวย Marissa Mayer พยายามทำตัวตีคู่ในส่วน core business ของ Google ด้วยการซื้อ startup ใหม่ๆที่ดังแล้วเข้ามาต่อ Jigsaw ของตัวเองไปต่อได้ในยุค mobile first…………ซึ่งเป็นสิ่งที่ Google พูดเมื่อสามปีที่แล้ว (2012) เป็นการใช้กลยุทธ์ “Follower Strategy” ที่ได้ผลดีในการพลิกฟื้นบริษัท internet เก่าแก่ให้กลับมาแข็งแรงได้ในระดับโลก เป็น case study ที่ดีให้กับหลายบริษัทว่า ในบางครั้งเราไม่จำเป็นต้องคิดแหกหรือแตกต่างมากมายอะไรเพื่อให้อยู่รอดในธุรกิจได้ แค่ต้องมีทิศทางที่ชัดเจน จะล้ำก็ล้ำให้สุด จะตามก็ตามให้ดี ก็สามารถเป็นธุรกิจที่มีสุขภาพดีได้

ส่วนประเทศไทย Yahoo! มี traffic การใช้งานเพียง 28 ล้าน impression ต่อเดือนเท่านั้น แล้วยังไม่มีจุดเด่นหรือเหตุผลชัดเจนอะไรที่นักโฆษณาควรเปลี่ยนไปใช้บริการของ Yahoo! แทนเพื่อนซี้อย่าง Google ที่คบหาสนิทสนมกันมานานแล้ว

แต่ในส่วนตัวไม่คิดว่ากลยุทธ์แบบนี้จะทำให้ Yahoo! กลับมาเป็นขาใหญ่ในวงการทาบรัศมีอลังการของ Google และ Facebook ได้แต่อย่างใด…แอบเสียดาย แต่ผมอาจจะคาดผิดก็ได้ ยังไงก็ต้องลองดูกันต่อไปครับ

แถมพิเศษ

อะไรที่ไม่ดี…ไม่เอาน้า…ไม่ควรทำ ในการนำเสนองาน…บทเรียนจาก Yahoo! Thailand launch workshop with Innity

– ถ้าจะนำเสนออะไรในงานใหญ่ๆคนเยอะๆ ควรใช้ computer เครื่องเดียว สลับเครื่องไปสลับมาทำให้พังกันมาเยอะแล้ว
– ถ้ารู้ว่าตัวเองมีสำเนียงติดเชื้อชาติใดชัดเจนมากๆ แบบว่า Super Singlish กรุณาพูดให้ช้าลงกว่าปกติเพื่อมวลมนุษยชาติเถอะครับ สำเนียงอะไรไม่มีผิดหรอก…แต่พูดแล้วคนฟังคนไม่รู้เรื่อง นี่ผิดหนักเลย
– ถามผู้ชมบ่อยๆด้วยคำว่า “Right?” มันน่ารำคาญมาก
– การพูดคำว่า “Very” ทุกสามนาที ไม่ทำให้สินค้าของคุณน่าสนใจขึ้น รังแต่จะทำให้ความน่าเชื่อถือของคุณลดลง เพราะอะไรก็ดีไปหมด…ใครจะเชื่อ?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: