ช่วงนี้คงจะไม่มีเรื่องอะไรฮอตได้เท่าการที่ศาลสั่งแบนไม่ให้ “ฟาส7” ฉายในโรงภาพยนตร์ในสยามประเทศอีกแล้ว ซึ่งต้นเรื่องไม่ได้มาจากไหน ก็ “เสี่ยเจียง” แห่งสหมงคลฟิล์ม ขาใหญ่วงการภาพยนตร์

จากกระแสนี้ นอกจากจะมี online social action เกิดขึ้นตามมามากมาย ทั้งการแชร์ข่าวเรื่องนี้รวมถึงเรื่องสัญญาทาสต่ออายุอัตโนมัติไปทั่วโลกออนไลน์ ไปรุมซั่มด่ากราดในเพจสหมงคลฟิล์ม หรือแม้แต่ตั้งเพจทวงคืนฟาส7 มีอีกสิ่งหนึ่งที่โคตรจะไม่เกี่ยวกันเลยแต่ดันถูกลากเข้ามาซะงั้น นั่นคือ……..

เจียงลูกชิ้นปลา!?

เสี่ยใหญ่ค่ายหนังกับก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาแฟรนไซส์ที่ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกันเลย มาโยงกันได้ด้วยอารมณ์ขันขั้นเทพสุดสร้างสรรค์ของพี่น้องชาวไทย โดยเริ่มจากตรงไหนไม่รู้ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ที่สงสัยคือ…แล้วมีคน search Google คำสองคำนี้เพิ่มขึ้นพร้อมๆกันหรือเปล่านะ?

ด้วยความคันไปเรื่อยไร้สาระของผม ถึงจะงานทับตัวแตกตาย แต่ก็หยุดทุกอย่างมานั่งวิจัยเรื่องนี้ไร้สาระนี้โดยเฉพาะ แล้วก็ได้ค้นพบว่า…

เสี่ยเจียงลูกชิ้นปลา

จริงๆด้วย!! ข้อมูลจาก Google Trends ชี้ชัดๆเลยว่า มันไม่ผิดจากที่ผมเดาไว้เลย พอกระแสเรื่องเสี่ยเจียงขึ้นมา…พี่เจียงลูกชิ้นปลาก็ตามมาติดๆ

ปรากฎการณ์แบบนี้เรียกเป็นภาษาอังกฤษให้ดูเหมือนไฮโซว่า “Ripple effect” ครับ คำๆนี้หมายความว่าอะไรคุณอาจสงสัย ถ้าคุณ search Google คุณจะเจอมันบอกว่าอย่างงี้…

customer-feedback-ripple-vs-spiral-megaphone-effect

ดูเข้าใจย้ากกกกยาก งั้นผมอธิบายง่ายๆแล้วก็ครับว่าเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นซักอย่าง เกิดขึ้นมาเป็นกระแสแล้ว มันส่งพอต่อเนื่องให้สิ่งรอบข้างถูกกระพรือขึ้นตามไปด้วย เหมือนเวลาหยดน้ำหยดลงไปในน้ำนิ่ง แล้วทำให้เกิดคลื่นน้ำต่อเนื่องอีกซักครู่ใหญ่เลย แบบในภาพนี้ครับ

ripple-500x320

อย่างในกรณีของ เสี่ยเจียง…ลากไปหาเจียงลูกชิ้นปลานี้ก็เป็น ripple effect แบบไทยๆที่น่ารักดี และเป็นตัวอย่างที่นักการตลาดสามารถนำมาปรับใช้ต่อได้อีกด้วย

เรามาดูอีกซักกรณีตัวอย่างแล้วกันครับ…

ลีกวนยู สิงคโปร์

อย่างในกรณีนี้คือ เมื่ออดีตประธานาธิบดีของสิงคโปร์อย่างท่าน “ลีกวนยู” ความสนใจของคนไทยที่มีต่อสิงคโปร์ก็สูงขึ้นตาม ดังจะเห็นได้จากเส้นกราฟที่ผมโชว์ด้านบนว่าคน search Google คำว่า “สิงคโปร์” เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะฉะนั้นถ้าตอนนี้นักการตลาดคนไทยอยากจะเกาะกระแสสิงคโปร์อาจใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ แต่ต้องระวังอย่าให้เป็นแบบ Breadtalk ที่ถูกมองว่าเอาคนตายมาหากิน โดนด่าเละเป็นโจ๊กไปแล้วกันนะครับ

Screen Shot 2558-03-28 at 9.20.17 PM

สรุปอีกทีครับ เวลามีเรื่องอะไรผุดขึ้นมาอยู่ในความกระแส มันมักจะพาลดึงเรื่องอื่นขึ้นมาอยู่ในสายตาของผู้บริโภคด้วย นักการตลาดอาจอาศัยโอกาสนี้ เกาะกระแส ทำการตลาดในสิ่งที่คนมีความคันอยากรู้อยากอ่านขึ้นมาโดยธรรมชาติ (organic search demand) อยู่แล้วได้ เพียงแต่ต้องระวังอย่านำพาแบรนด์ของตนเองไปสู่สถานะเกาะคนตายกินคือทำนาบนความทุกของคนอื่นเท่านั้นเอง…ลองเอาไปเล่นกันดูนะครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: