รู้ยังครับ?…Samsung เปิดตัวโทรศัพท์รุ่นท๊อปตัวใหม่แล้วน้าาาา!!

ผมว่าหลายคนน่าจะยังงงๆ…แบบว่า

อ้าวววว…จริงเหรอ? รุ่นอะไรยังไงอะ??

รายละเอียดเบื้องต้นถูกสรุปไว้ในคลิปสั้นๆของ CNET ให้เสพกันง่ายๆแล้ว ข้างล่างนี้…

ก็ไม่มีอะไรมากครับ เรื่องชื่อก็ตามคาด มันคือการเอา S5 มา +1 ได้เป็น S6 ตามธรรมเนียมปกติของ Samsung

แต่ที่ไม่ปกติแล้วทำให้ผมต้องพูดถึงมันก็เพราะผมมองว่า นี่คือ flagship product ของ Samsung ที่เปิดตัวในเวลาที่บริษัทกำลังอยู่ในช่วงวัดใจ เป็นเวลาที่R&Dเริ่มหมดมุก สินค้าเริ่มน่าเบื่อ ยอดขายเริ่มตก คนเริ่มตั้งคำถามถึงอนาคตของค่าย เป็นเวลาที่วัดใจมากๆว่า Samsung จะอยู่หรือไปในอนาคต

มาดูกันดีกว่าว่าเจ้าโทรศัพท์สองเครื่องนี้ มีอะไรเด่น แล้วผมคิดยังไงกับมันบ้าง…

Samsung Galaxy S6 and S6 Edge

Samsung Galaxy S6 and S6 Edge

  • จอโค้งมีขอบ –> ถ้า Samsung Note Edge ขายไม่ได้ function นี้ก็ไม่มีความหมายอะไรกับ Samsung นอกจากทำให้มีรุ่นแพงขึ้นที่น่าจะขายไม่ออก
  • ตัวถังทำจากโลหะและกระจกแทนที่พลาสติก –> น่าจะมาตั้งนานแล้ว การเปลี่ยนครั้งนี้แค่ไล่ตามคู่แข่งอย่าง iPhone และ HTC One M9 ที่แสงหน้าไปก่อนหลายปีแสงแล้วเท่านั้น
  • หน้าตาของ software ใหม่ที่เรียบง่ายและดูเหมือจะใช้งานง่ายขึ้น –> ควรจะทำตั้งนานแล้ว Touchwiz UI ของ Samsung ไม่ได้โดดเด่นด้านนี้มาแต่ไหนแต่ไร
  • จอ Super OLED 2,560×1,440 pixel @500+ dpi –> แทบไม่มีใครมีข้อกังขาเรื่องหน้าจอสีสดใสที่สุดของ Samsung อยู่แล้ว แต่การเพิ่ม pixel เข้าไปมาขนาดนี้ อาจส่งผลต่อสมรรถนะในการใช้งานจริงก็เป็นได้ แถมตามนุษย์ก็มองไม่ออกอยู่แล้วด้วย ทำให้เครื่องอืดโดยไม่ได้เพิ่ม value ให้ลูกค้า สิ่งเดียวที่เป็นประโยชน์ก็คือนำไปใช้งานด้าน Augmented Reality ได้ดี…ซึ่งดีกับคนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น
  • ชาร์จไฟได้ไวที่สุดในตลาด –> มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหากับเรื่องนี้เพราะฉะนั้น…ผ่านไปเถอะ
  • แบตอืดแทบจะที่สุดในตลาด –> นี่คือสิ่งที่ชอบมากๆ  Samsung มาถูกทางที่ใส่ใจเรื่องอายุการใช้งานของแบตเตอรี่เป็นพิเศษ นั่นคือสิ่งที่ลูกค้ายุคนี้โหยหาอันดับต้นๆ ถึงขนาดบางคนแต่งเพลงออกมาขอร้องให้ค่ายมือถือทำแบตมือถือให้ใหญ่ทีเถอะจะได้เลิกพก powerbank ซะที
  • ชาร์จไฟแบบไร้สาย –> ผมยังไม่เห็นประโยชน์ของสิ่งนี้ และแทบไม่เคยมีปัญหากับการหยิบสาย Micro USB มาเสียบก้นโทรศัพท์ตัวเองแต่ประการใด เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ใช่ game-changing feature ที่จะหนุนให้ Samsung S6 น่าซื้อขึ้น
  • เปิดตัวพร้อม Gear VR สำหรับการใช้งาน Augmented Reality –> อันนี้คิดมาดี ทำการบ้านในการเจาะเฉพาะกลุ่มมาพอสมควร ต้องให้เค้า แต่เสียดายว่าขาดเรื่อง Samsung Watch ไปนะ อยากให้มีมาสู้กับ Huawei, Pebble และ Apple ในกระแส Smartwatch พาเรดเปิดตัว
  • กล้อง F1.9 len + real-time HDR ความละเอียดสูงขึ้น ถ่ายกลางคืนได้ดีกว่า iPhone 6 –> ถือว่าดีเยี่ยมที่ใส่ technology ที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคมากๆแบบอันนี้เข้ามา นี่เราเข้าใกล้ยุคดับอนาถของกล้องดิจิตอลจริงๆแล้วใช่ไหม?
  • Samsung Pay = NFC + MST –> รอดูว่าจะ work ในการใช้งานจริงหรือไม่ ถ้าใช้งานจริงได้ดี ต้องถือว่า Samsung พัฒนาเทคโนโลยีด้วย back to basic approach ได้ดีเยี่ยม
  • ราคาอยู่ระหว่าง 25,000 ถึงน่าจะเกือบ 40,000 บาทไทย –> จะบ้าเหรออออ? ตั้งราคามาไว้ลดให้คนซื้อก่อนเจ็บใจที่หลังหรือไง? นี่กำลังอยากซ้ำรอย Nokia ใช่ไหม??

สำหรับผมนะ…

ภาพรวมของ Samsung S6 ถือว่าไม่ได้มีอะไรใหม่และให้ความหวังถึงอนาคตของ Samsung ในระยะยาวเท่าที่ควร มันเป็นแค่ผู้ตามที่พยายามตีตื้นคู่แข่งที่แซงไปก่อนหน้านี้ในหลายด้านแล้วเท่านั้น สิ่งที่เด่นก็ไม่ใช่ game-changing innovation มันจะขายได้ แต่ไม่ได้ถล่มตลาดแต่ประการใด

คราวนี้มามองคู่แข่งรอบๆแล้วมอบให้กว้างขึ้นบ้าง…

วิเคราะห์ให้ลึกขึ้นนิดนึง คืออออ…ตอนนี้ Samsung กำลังเจอผู้เล่นหน้าใหม่แต่ไฟโคตรแรงอย่าง Xiaomi, Meizu, Huawei…พี่จีนนี่แหละจะเป็น game-changing innovator ตัวจริง!

เพราะอะไรหนะเหรอครับ…ลองย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อนที่ Samsung ก่อร่างสร้างตัวมาจากการทำ C&D (Copy and development) ขายของคล้ายๆของญี่ปุ่นอเมริกาแต่ถูกกว่า จนมีเงินสดมหาศาลมาทำ R&D (Research and development) พัฒนาสินค้าให้สู้หน้าชาวบ้านจนมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่พี่จีนไม่ต้อง C&D นานอย่างเกาหลี เพราะตลาด domestic ใหญ่มากจนทำแค่ 2-3 ปีก็มีเงินมา R&D ได้สบายแล้ว ตอนนี้มือถือแบรนด์จีนติด 2 ใน top5 แล้วนะครับ Xiaomi ที่ขายเฉพาะในตลาดบ้านตัวเองแค่ 2-3 ปี กับขายทางเวบไซท์ในไม่กี่ประเทศ เน้น emerging market กับ Lenovo (อันนี้ขึ้นมาได้ด้วยทางลัดเพราะซื้อ Motorola ต่อมาจาก Google) ขนาดขายแค่นี้ยังได้ที่สามแล้ว อีกหน่อยคงมีเงินทำ innovation แบบจีนๆที่ทั้งกล้าบ้าบิ่นและไวได้โล่ห์ออกมาเป็นเข่ง ไล่ฆ่า Samsung ที่ตอนนี้ใช้เงินฟุ่มเฟือยใน R&D มาก แต่ผลงานออกมา…อะไรว้าาา?? แถมตอนนี้องค์กรใหญ่เชื่องช้ากว่าด้วยได้สบายๆ จริงๆ Samsung อาจจะมีโอกาส turnaround ตอนนี้ถ้ารีบปรับ innovation strategy ให้คมกว่านี้

เพราะจีนทำ R&D แนวเทกระจายแบบที่ Samsung ทำอยู่ทุกวันนี้ได้ถูกและเร็วกว่า ถ้ายังไม่ปรับ…ก็รอลงโรงตาม Nokia และ Sony ได้อีกไม่นาน

ลองมาลุ้นดูกันครับว่าอนาคตของ problem child อย่าง Samsung จะเป็นยังไงต่อไป ถ้าสำหรับผม ถ้ายังไม่มีการปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจโทรศัพท์มือถืออย่างจริงจัง ผมว่าอนาคตของ Samsung จะน่าเป็นห่วงมากเลยทีเดียว…และอาจจะเจ๊งได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า เหมือนที่ผมทาย Nokia ไว้แล้วก็ไม่ผิดจากที่คาดการณ์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: