ถ้าสมัยก่อนเวลาสัมภาษณ์งานมีพนักงานน้องใหม่เข้ามา แล้วเขาขอเราว่า

“พี่ๆ…หนูขอเข้างานออกงานกี่โมงก็ได้เท่านั้นนะหนูถึงจะทำงานกะพี่”

เราคงขำก๊ากกกกก แล้วบอกน้องให้ไปล้างหน้าเลิกกัญชาซะก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน

แต่พอมายุคนี้มันเริ่มไม่ใช่เรื่องตลกแล้วละสิ…หันมองไปเริ่มเห็นคนทำงานแบบ “flexible hours” หรือเข้ากี่โมงออกกี่โมงกำหนดเอาเอง มากขึ้นเยอะเลย หลายคนให้เหตุผลว่าตนเองทำงานได้ดีและไวกว่าถ้าได้งีบหลับหลังเที่ยงนิดหน่อยแล้วค่อยทำงานตอนบ่ายถึงค่ำ หลายคนมีความสามารถสูงมาก แต่ต้องกลับไปดูแลพ่อแม่ที่ชราภาพ และอีกหลายๆเหตุผล

แถมเมื่อเร็วๆนี้มหาวิทยาลัย Bentley ได้เผยผลการสำรวจคำรุ่นใหม่วัยเริ่มทำงานในอเมริกาแล้วพบว่า

77% ของคนกำลังเริ่มทำงานคิดว่าการทำงานแบบ flexible hours ทำให้เขาทำงานได้ดีกว่าและมากกว่ามาบังคับให้เข้า9ออก5แบบเดิมๆ

เพราะคนเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีทำงานได้คล่องแคล้ว ทำให้ทำงานที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไรก็ได้ เรียกว่ามีความยืดหยุ่นกว่า แต่ขออิสระในการเลือกเวลาทำงานเองเถอะ…อะไรประมาณนั้น

แต่ในมุมของนายจ้างหรือเจ้าของบริษัทย่อมเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า…การทำงานแบบ flexible hours มันให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าจริงๆเหรอ?

เราจะมาดูกันว่า 4 เหตุผลที่จะทำให้คนรุ่นใหม่และบริษัทหัวก้าวหน้าทำงานได้กว่าเมื่อฆ่าระบบการเข้า9ออก5 แบบเดิมๆทิ้ง มีอะไรบ้าง

1) สร้างสมดุลระหว่างงานและครอบครัวได้ดีกว่า

จากผลการศึกษาของอาจารย์ Leslie Doolittle มหาวิทยาลัย Bentley ยังพบอีกว่า คนรุ่นใหม่ให้คุณค่าชีวิตต่อการทำงานลดลงและหันมาให้ความสำคัญกับครอบครัวมากขึ้น นั่นทำงานคนรุ่นใหม่มองหางานที่ให้ work-family balance ได้ดีกว่าเดิม และงานประเภทนี้ยังทำให้คนรุ่นใหม่มีความพึ่งพอใจในการทำงานมากขึ้นยิ่ง เพราะได้มีเวลาดูแลลูกพ่อแม่ที่ชราภาพ ดูแลลูกเล็กอยู่ที่บ้านด้วยตัวเอง

ในทางตรงกันข้าม พอเราให้อิสระคนเหล่านี้ พวกเขายินดีที่จะทำงานตอนดึกมากขึ้น เร่งงานวันเสาร์เช้าเพื่อให้ project เสร็จทันกำหนดมากกว่าคนที่ทำงาน 9-to-5 เป็นการตอบแทน

2) คนรุ่นใหม่ชอบเรียนรู้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

จากการวิจัยของมหาวิทยาลัย Hartford พบว่าคนรุ่นใหม่กว่าครึ่งชอบอบรมและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ถ้านายจ้างจัดให้ก็ยินดีเสมอ ซึ่งก็สอดคล้องกับที่งบอบรมของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 15% ในปี 2013 เพียงปีเดียว สูงที่สุดในรอบ 7 ปี

นอกจากนั้นบริษัทที่เข้าใจคนรุ่นใหม่ยังให้โอกาสพวกเขาลองได้ทำงานในหลายๆแผนกผ่านมากขึ้น เพื่อให้พวกเขาไม่รุ้สึกเบื่อหน่ายกับความจำเจ แล้วยังทำให้บริษัทได้คนที่มีหลายทักษะในคนเดียวกันและประสานงานได้ยอดเยี่ยมขึ้นอีกด้วย

ยังไม่พอ…ถ้าเมื่อไหร่ที่ต้องลางานไปอบรม คนเหล่านี้ก็ยินดีที่จะทำงานชดเชยเวลาที่หายไปจากการอบรมอีกด้วย เพราะมองว่านั่นคือการเสียสละที่ควรทำเพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้น มากกว่าจะเป็นโอกาสอู้งาน

3) ทุบตึก office ทิ้งไปได้เลย!

มีการคาดการณ์ว่า คนทำงานส่วนใหญ่จะทำงานจากบ้านในปี 2030 จนไม่มีความจำเป็นต้องมี office สวยหรูใหญ่โตอีกต่อไป แต่จะถูกแทนที่ด้วย อินเทอร์เนตที่เร็วจี๋ สถานที่ประชุมชั่วคราว ห้องประชุมแบบ virtual หรืออะไรก็ตามที่ทำให้พนักงานจากทุกที่ทุกเวลาทั่วโลกสามารถประชุมงานกันได้ง่ายได้ทุกที่ทุกเวลา แม้แต่ก็ประชุมกับลูกค้าก็ทำผ่าน virtual meeting room หรือ internet เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมี office ให้เปลืองเงิน…แล้วทำไมเราจะยังต้องกำลังเวลาเข้างานกันอีกละ?

4) กำไรเห็นๆ

ในความจริงแล้ว นอกจากการทำงานแบบยืดหยุ่นจะทำให้พนักงานแฮปปี้ขึ้นแล้ว ยังทำให้บริษัทดีตัวเลขกำไรที่ใหญ่โตขึ้นด้วย จากการศึกษาของอาจารย์ Nicholas Bloom แห่งมหาวิทยาลัย Stanford พบว่าการทำงานจากระยะไกลทำให้ได้ผลงานมากกว่า จากตัวอย่างที่การศึกษาในบริษัทท่องเที่ยว Ctrip ในประเทศจีน โดยแยกพนักงานออกเป็นสองกลุ่มเท่าๆกัน กลุ่มนึงทำงานอยู่บ้าน อีกกลุ่มนึงทำงานที่บริษัทตามเดิม ทำอย่างงี้ไป 9 เดือนจนพบว่า พนักงานที่งานจากบ้านสามารถเปิดลูกค้าได้มากกว่ากลุ่มที่ทำงานอยู่ออฟฟิต 13.5% แถมยังทำงานได้มากกว่าในภาพรวมถึง 10% เพราะได้ทำงานในที่ส่วนตัว ไม่มีความวุ่นวายในออฟฟิตมารบกวน มีความสุขในการทำงานโดยรวมมากยิ่งขึ้น แถมบริษัทยังประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ถึง $1,900 ต่อพนักงานหนึ่งคนเลยทีเดียว

มาถึงตรงนี้เข้าของกิจการหลายคนอาจจะมองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าค่อยๆปรับไป ทำให้รูปแบบการจ้างงานยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เช่นให้พนักงานที่จำเป็นต้องกลับไปดูแลครอบครัวชั่วคราวหรือมีภาระฉุกเฉินทำให้ชั่วโงการทำงานต่อสัปดาห์ไม่ครบ 40 ชั่วโมง แบ่งงานแค่บางส่วนไปทำโดยช่วยกันกับพนักงานอีกคนนึงที่อยู่สภาวะใกล้เคียงกัน หรือกำหนดเวลาเข้าและออกงานให้ยืดกยุ่นมากขึ้น บางคนอาจเข้า 7 โมงออกบ่าย 3 เพื่อไปรับลูกที่โรงเรียน หรือบางคนอาจเข้างาน 10 โมงออก 6 โมงก็ได้ถ้าตอนเข้ารถติด หรือรูปแบบอื่นที่ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ทดลองไปเรื่อยๆเพื่อให้เตรียมการปรับตัวไปสู่ flexible hours office ในอนาคต เพราะยังไงก็มาแน่นอนเทรนด์นี้ หนีไม่พ้นครับ

ที่มา: https://www.themuse.com/advice/the-death-of-the-9to5-why-well-all-work-flex-schedules-soon

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: